
สวัสดีครับ
ผมคุณหมอคิมดงยอง จาก Cleor Clinic สาขาฮงแดครับ
เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาส่องกระจกแล้วรู้สึกกังวลกับใต้ตาที่ดูคล้ำเป็นพิเศษ
หรือใบหน้าที่ดูแบนราบลงจนทำให้ดูไม่มีมิติ?
"เคยศึกษาเรื่องการทำรีฟติ้ง (Lifting) มาบ้าง แต่มีไหมหลายประเภทจนไม่รู้ว่าแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง
เห็นเขาบอกว่ามีทั้งไหมแบบดึงและไหมแบบเติม
ตัวฉันไม่ได้รู้สึกว่าหย่อนคล้อย แต่รู้สึกว่ามันตอบลง ควรทำแบบไหนดีคะ?"
ผมมักจะได้รับคำถามเหล่านี้ในห้องตรวจอยู่บ่อยครั้งครับ
แม้จะเป็นการทำรีฟติ้งเหมือนกัน แต่แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าความเสื่อมสภาพของผิวหน้าดำเนินไปในทิศทางใด
หากแนวขากรรไกรหย่อนคล้อยหรือกรอบหน้าดูไม่ชัดเจน การทำรีฟติ้งแบบดึงจะเหมาะสมกว่า
แต่ในกรณีที่ใต้ตาตอบจนดูคล้ำ หรือแก้มแบนราบจนใบหน้าดูไม่มีมิติ
การทำรีฟติ้งแบบเติมเต็มจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดครับ
การรีฟติ้งแบบเติมเต็มที่ว่านี้คือ Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแดครับ
วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังว่า ความหย่อนคล้อยกับความตอบนั้นแตกต่างกันอย่างไร Jamber Thread ต่างจากไหมแบบดึงอย่างไร
และ Jamber Eye กับ Jamber Volume Thread เหมาะกับบริเวณไหนบ้างครับ
Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแด คืออะไร

👉 Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแด คือการใช้ไหม PDO (Polydioxanone) ที่ขดเป็นสปริงอย่างหนาแน่น สอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณที่ตอบ
เพื่อฟื้นฟูวอลลุ่มและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เป็นการทำรีฟติ้งด้วยไหมในรูปแบบการเติมเต็มครับ
การทำไหมรีฟติ้งทั่วไปจะมีเงี่ยง (Barbs) อยู่บนผิวไหม
ซึ่งใช้เงี่ยงเหล่านั้นเกี่ยวเนื้อเยื่อแล้วดึงไปในทิศทางเดียว
แต่ Jamber Thread แตกต่างจากวิธีนั้นโดยสิ้นเชิงครับ
เนื่องจากไม่มีเงี่ยงแต่มีโครงสร้างเป็นสปริงที่หนาแน่น
จึงสามารถยึดเกาะภายในพื้นที่ที่ตอบ และโอบอุ้มเนื้อเยื่อไว้แบบสามมิติพร้อมดันวอลลุ่มขึ้นมาครับ
เพราะเป็นการเข้าถึงด้วยการเติมเต็มไม่ใช่การดึง
จึงเป็นหัตถการที่เหมาะกับปัญหาความเสื่อมสภาพของใบหน้าที่เกิดจากความตอบและร่องลึกครับ
ความหย่อนคล้อยและความตอบ คือความเสื่อมสภาพของใบหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
👉 ความเสื่อมสภาพของใบหน้าแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือความหย่อนคล้อยที่เนื้อเยื่อตกลงตามแรงโน้มถ่วง และความตอบที่เนื้อเยื่อยุบตัวลงด้านใน
ทั้งสองแบบมีแนวทางการรักษาและหัตถการที่เหมาะสมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
ความหย่อนคล้อย - ความเสื่อมสภาพที่เนื้อเยื่อหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง
กรอบหน้าหรือแนวขากรรไกรที่หย่อนคล้อยลงมาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความหย่อนคล้อยครับ
เนื่องจากเอ็นยึดผิวหนังอ่อนแอลง ทำให้เนื้อเยื่อใบหน้าทั้งหมดไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงและเลื่อนลงด้านล่าง
การทำรีฟติ้งแบบดึงเพื่อยกขึ้นด้านบนจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดครับ
การทำไหมก้างปลา (Cog Thread) หรือการทำรีฟติ้งด้วยคลื่นอัลตราซาวด์/คลื่นวิทยุ จะเหมาะกับความหย่อนคล้อยนี้ครับ
ความตอบ - ความเสื่อมสภาพที่เนื้อเยื่อยุบตัวลงด้านใน
ใต้ตาที่ลึกจนดูคล้ำ หรือช่วงกลางแก้มที่แบนราบจนใบหน้าดูไม่มีมิติ คือความเสื่อมสภาพแบบตอบครับ
เนื่องจากไขมันและคอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลงจนเกิดช่องว่างยุบตัวลงด้านใน
การใช้วิธีดึงจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ครับ
การเข้าถึงด้วยการเติมเต็มช่องว่างที่ตอบจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และ Jamber Thread Lifting ก็เหมาะกับแนวทางนี้ครับ
บ่อยครั้งที่ความเสื่อมสภาพทั้งสองแบบเกิดขึ้นพร้อมกัน
ตั้งแต่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป มักพบว่าความหย่อนคล้อยและความตอบเกิดขึ้นพร้อมกันครับ
ในกรณีนี้ มักจะพิจารณาการทำหัตถการแบบดึงร่วมกับการเติมเต็ม
โดยจะมีการประเมินก่อนทำว่าปัญหาใดควรได้รับการแก้ไขเป็นลำดับแรกครับ
ไหมก้างปลา (ไหมแบบดึง) vs Jamber Thread (ไหมแบบเติม)
👉 การทำไหมรีฟติ้งไม่ใช่หัตถการที่เหมือนกันทั้งหมด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผิวไหมและวิธีการสอดไหม
โดยแบ่งออกเป็นวิธีดึงและวิธีเติมเต็ม ซึ่งบริเวณที่เหมาะสมและวัตถุประสงค์จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ไหมก้างปลา - ไหมรีฟติ้งแบบดึง
มีเงี่ยง (Barbs) อยู่บนผิวไหม ใช้เงี่ยงเกี่ยวเนื้อเยื่อแล้วดึงขึ้นด้านบน

เนื่องจากเป็นการดึงบริเวณที่หย่อนคล้อย เช่น แนวขากรรไกรหรือกรอบหน้าขึ้นด้านบน
จึงมีจุดเด่นในการปรับรูปหน้าและฟื้นฟูกรอบหน้าครับ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการดึงที่ค่อนข้างแรง จึงไม่เหมาะกับบริเวณที่บอบบางอย่างใต้ตา
และไม่มีผลในการเติมเต็มช่องว่างที่ตอบมากนักครับ
Jamber Thread - ไหมรีฟติ้งแบบเติมเต็ม
เป็นไหมที่มีโครงสร้างขดเป็นสปริงหนาแน่นโดยไม่มีเงี่ยง
เมื่อสอดเข้าไปในช่องว่างที่ตอบ สปริงจะยึดเกาะและโอบอุ้มเนื้อเยื่อแบบสามมิติ
ทำงานโดยการดันวอลลุ่มขึ้นมาจากด้านในครับ
เนื่องจากเป็นการเติมเต็มไม่ใช่การดึง จึงสามารถทำในบริเวณที่บอบบางอย่างใต้ตาได้
และมีจุดเด่นในการฟื้นฟูวอลลุ่มที่ตอบและการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนครับ
เนื่องจากทั้งสองหัตถการมีหลักการที่ต่างกัน หากมีทั้งความหย่อนคล้อยและความตอบ
การทำร่วมกันจะช่วยเสริมประสิทธิภาพได้ดีครับ
คู่มือการตัดสินใจเลือก Jamber Eye และ Jamber Volume Thread ตามบริเวณ
👉 Jamber Eye และ Jamber Volume Thread ที่ใช้ที่สาขาฮงแด แม้จะมีโครงสร้างสปริงเหมือนกัน แต่มีความยืดหยุ่นและความหนาที่ต่างกัน
จึงแบ่งบริเวณและวัตถุประสงค์การใช้งานไว้อย่างชัดเจนครับ
Jamber Eye - ไหมความยืดหยุ่นต่ำสำหรับใต้ตาโดยเฉพาะ
ผิวรอบดวงตาเป็นบริเวณที่บางที่สุดบนใบหน้าและมีเส้นเลือดและเส้นประสาทหนาแน่น

หากใช้ความยืดหยุ่นของไหมทั่วไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองและเป็นภาระต่อผิว
Jamber Eye จึงถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นต่ำและใช้ปลายแคนนูลาแบบมนสำหรับบริเวณนี้โดยเฉพาะครับ
บริเวณที่เหมาะสม: ใต้ตาตอบ/ร่องน้ำตา / ริ้วรอยรอบดวงตา / เติมวอลลุ่มบริเวณถุงใต้ตา
จำนวนเส้นที่เหมาะสม: เนื่องจากพื้นที่แคบ ปกติจะใช้ 2-4 เส้น
หากร่องน้ำตาลึกหรือทำทั้งสองข้าง มักเลือกใช้ 4 เส้นครับ
Jamber Volume Thread - ไหมความยืดหยุ่นสูงสำหรับแก้ม/ร่องแก้ม/ขมับ
เป็นโครงสร้างสปริงความยืดหยุ่นสูงที่อัดแน่นด้วยไหมยาว 40 ซม.
มีความเชี่ยวชาญในการสร้างวอลลุ่มแบบสามมิติในพื้นที่กว้าง
จึงเหมาะกับบริเวณที่ยุบตัวเป็นพื้นที่กว้าง เช่น แก้ม ร่องแก้ม และขมับครับ
เนื่องจากมีพื้นที่สัมผัสกับเนื้อเยื่อผิวหนังมาก จึงให้ผลลัพธ์การกระตุ้นคอลลาเจนที่มั่นคงด้วยครับ
บริเวณที่เหมาะสม: แก้มตอบ (แก้มส่วนหน้า/แก้มส่วนข้าง) / ร่องแก้มลึก / ขมับตอบ / ร่องน้ำหมาก
จำนวนเส้นที่เหมาะสม: ขึ้นอยู่กับขอบเขตของพื้นที่และความลึก มักเลือกใช้ 2-4 เส้น
หากทำทั้งแก้มและร่องแก้มทั้งสองข้าง การใช้ 4 เส้นจะให้ผลลัพธ์ที่มั่นคงครับ
การทำไหมทั้งสองชนิดร่วมกัน
ในกรณีที่มีทั้งใต้ตาและแก้มตอบ มักจะใช้วิธีทำ Jamber Eye และ Jamber Volume Thread ร่วมกันครับ
เมื่อวอลลุ่มได้รับการฟื้นฟูด้วยโครงสร้างสปริงทั้งสองบริเวณ
ใบหน้าโดยรวมจะดูสดใสและมีมิติมากขึ้นครับ
ไลน์อัพ Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแด
👉 ที่สาขาฮงแด เรามีตัวเลือก Jamber Eye และ Jamber Volume Thread แบบ 2 เส้นและ 4 เส้น เพื่อให้เลือกได้ตามขอบเขตของบริเวณที่ต้องการดูแลครับ
คุณสามารถเห็นวอลลุ่มได้ทันทีหลังทำ แต่เนื่องจากมีอาการบวมในช่วงแรก
จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและคงที่ในช่วง 2-4 สัปดาห์ครับ
ไหมจะค่อยๆ สลายตัวในร่างกายภายในเวลาประมาณ 6 เดือน

และระยะเวลาคงผลลัพธ์อยู่ที่ประมาณ 10-14 เดือนโดยเฉลี่ยครับ
แม้หลังจากไหมละลายหมดแล้ว ผลลัพธ์การกระตุ้นคอลลาเจนยังคงอยู่
ทำให้วอลลุ่มยังคงอยู่ได้ในระดับหนึ่งครับ
ชนิดของไหมและจำนวนเส้นที่เหมาะสมกับระดับความตอบและขอบเขตของบริเวณที่ต้องการดูแล
เราจะพิจารณาร่วมกันในการปรึกษาก่อนทำครับ
ผู้ที่เหมาะกับ Jamber Thread Lifting
ผู้ที่มีใต้ตาลึกจนดูคล้ำเหมือนแพนด้า
ผู้ที่มีร่องน้ำตาลึกจนทำให้ดูเหนื่อยล้า
ผู้ที่ช่วงกลางแก้มแบนราบจนใบหน้าดูไม่มีมิติ
ผู้ที่กังวลกับความลึกของร่องแก้ม
ผู้ที่รู้สึกว่าการทำไหมก้างปลาไม่ตอบโจทย์ทิศทางความเสื่อมสภาพของใบหน้า
ผู้ที่ต้องการการฟื้นฟูวอลลุ่มที่เป็นธรรมชาติมากกว่าการเติมฟิลเลอร์แบบทันที
ผลข้างเคียงและสิ่งที่ควรทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับ Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแด
👉 Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแด เป็นหัตถการที่ใช้ไหมแบบแคนนูลาที่นุ่มนวล จึงมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ
แต่ปฏิกิริยาอาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและบริเวณที่ทำของแต่ละบุคคลครับ
หลังทำทันทีอาจมีรอยแดงเล็กน้อย อาการบวมเล็กน้อย และรอยช้ำบางๆ ในบริเวณที่ทำเป็นเวลาสองสามวัน
โดยทั่วไปจะหายไปเองภายในไม่กี่วันถึง 1 สัปดาห์ครับ
Jamber Thread ไม่มีเงี่ยงบนผิวไหมและเป็นการสอดแบบแคนนูลา จึงมีความเสี่ยงต่ำกว่าไหมก้างปลาทั่วไป
แต่ควรเตรียมใจเรื่องอาการบวมและรอยช้ำบางๆ เมื่อทำบริเวณรอบดวงตาหรือบริเวณที่บอบบางครับ
ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังทำ อาการบวมในช่วงแรกอาจทำให้ประเมินผลลัพธ์ได้ยาก
ดังนั้นการตรวจสอบผลลัพธ์สุดท้ายควรทำในช่วงที่อาการคงที่แล้วจะแม่นยำที่สุดครับ
ภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการปรึกษาก่อนทำ
จะมีการตัดสินใจเลือกชนิดของไหมและจำนวนเส้นที่เหมาะสมหลังจากตรวจสอบทิศทางความเสื่อมสภาพและสภาพผิวหน้าของคุณแล้ว
หากคุณเข้าข่ายกรณีต่อไปนี้ หัตถการอาจถูกจำกัดหรือ
อาจจำเป็นต้องตรวจสอบล่วงหน้า โปรดแจ้งให้เราทราบในระหว่างการปรึกษาครับ
กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีการติดเชื้อ แผล หรือเริมในบริเวณที่จะทำ
มีภาวะคีลอยด์หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
กำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด/ยาต้านเกล็ดเลือดเป็นประจำ หรือมีภาวะเลือดออกง่าย
มีประวัติการทำฟิลเลอร์หรือทำไหมชนิดอื่นในบริเวณที่จะทำเมื่อเร็วๆ นี้
มีกำหนดการสำคัญภายใน 2 สัปดาห์ (ต้องใช้เวลาในการลดบวม)
⚠️ ข้อควรระวังก่อนและหลังทำ Jamber Thread Lifting
👉 Jamber Thread Lifting เป็นหัตถการที่ความคงที่ของผลลัพธ์และความเร็วในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับการดูแลสภาพร่างกายก่อนทำและการดูแลไม่ให้ใบหน้าถูกกระตุ้นหลังทำครับ
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแด คงผลลัพธ์ได้นานแค่ไหน?
ตัวไหมจะค่อยๆ สลายตัวในร่างกายภายในเวลาประมาณ 6 เดือน

และระยะเวลาคงผลลัพธ์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-14 เดือนครับ
แม้หลังจากไหมละลายหมดแล้ว ผลลัพธ์การกระตุ้นคอลลาเจนยังคงอยู่
ทำให้วอลลุ่มยังคงอยู่ได้ในระดับหนึ่งครับ
Q. สามารถทำซ้ำหลังจากหมดระยะเวลาคงผลลัพธ์ได้อย่างไร?
สามารถทำซ้ำได้หลังจาก 6 เดือนที่ไหมเดิมสลายตัวหมดแล้ว
และส่วนใหญ่จะพิจารณาทำซ้ำในช่วงประมาณ 1 ปีครับ
เราจะพิจารณาประวัติการทำครั้งก่อนและสถานะการสร้างคอลลาเจนในการปรึกษาก่อนทำเพื่อตัดสินใจแนวทางที่เหมาะสมครับ
Q. สามารถทำฟิลเลอร์ร่วมกับ Jamber Thread ได้ไหม?
สามารถทำได้ครับ
เมื่อ Jamber Thread เข้าที่แล้ว โครงสร้างสปริงจะช่วยยึดฟิลเลอร์ไว้อย่างมั่นคง
ทำให้วอลลุ่มคงอยู่ได้นานขึ้นและเสริมประสิทธิภาพกันครับ
หากทำทั้งสองหัตถการร่วมกัน ลำดับและระยะห่างจะถูกกำหนดในการปรึกษาครับ
Q. สามารถทำร่วมกับไหมก้างปลาได้ไหม?
ในกรณีที่มีทั้งความหย่อนคล้อยและความตอบ มักจะใช้วิธีทำร่วมกันครับ
โดยใช้ไหมก้างปลาปรับกรอบหน้าที่หย่อนคล้อยขึ้นด้านบน
และใช้ Jamber Thread ฟื้นฟูวอลลุ่มในบริเวณที่ตอบ
เนื่องจากหลักการของทั้งสองหัตถการไม่ซ้ำซ้อนกัน จึงช่วยเสริมประสิทธิภาพกันได้ครับ
Q. เจ็บมากไหมในระหว่างทำ?
เราจะทายาชาให้เพียงพอก่อนเริ่มทำ จึงไม่มีอาการเจ็บรุนแรงครับ
เนื่องจากเป็นการใช้ไหมแบบแคนนูลาที่นุ่มนวล จึงจะรู้สึกเพียงแรงกดในขณะสอดไหม
ซึ่งความรู้สึกจะแตกต่างกันไปตามความไวต่อความรู้สึกของแต่ละบุคคลครับ
Q. จะเห็นผลลัพธ์หลังทำเมื่อไหร่?
บางท่านอาจรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของวอลลุ่มได้ทันทีหลังทำ แต่เนื่องจากมีอาการบวมในช่วงแรก
จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและคงที่ในช่วง 2-4 สัปดาห์ครับ
ผลลัพธ์การกระตุ้นคอลลาเจนจะค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้นหลังจากนั้นครับ
Q. ไหมจะเคลื่อนที่หรือเป็นปัญหาในร่างกายไหม?
Jamber Thread เป็นวัสดุที่ผ่านการรับรองว่าสลายตัวได้อย่างปลอดภัยในร่างกายด้วยส่วนประกอบ PDO
และเมื่อโครงสร้างสปริงเข้าที่ในเนื้อเยื่อแล้ว จะไม่เคลื่อนที่ได้ง่ายครับ
หากปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลหลังทำ ไหมจะเข้าที่ได้อย่างมั่นคงครับ
Q. ใต้ตาบอบบางมาก สามารถทำ Jamber Eye ได้ไหม?
Jamber Eye เป็นไหมสำหรับใต้ตาโดยเฉพาะที่ออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นต่ำเพื่อให้เหมาะกับผิวบางรอบดวงตา
และใช้ปลายแคนนูลาแบบมนครับ
เนื่องจากโครงสร้างช่วยลดการกระตุ้นเส้นเลือด จึงสามารถทำในบริเวณรอบดวงตาที่บอบบางได้
โดยจะดำเนินการหลังจากตรวจสอบสภาพผิวของแต่ละบุคคลในการปรึกษาก่อนทำครับ
ความเสื่อมสภาพของใบหน้าดำเนินไปในสองทิศทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือความหย่อนคล้อยและความตอบ
และแนวทางการทำรีฟติ้งที่เหมาะสมกับแต่ละแบบก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
สำหรับความหย่อนคล้อยที่กรอบหน้าหรือแนวขากรรไกรตกลงมา การทำไหมก้างปลาแบบดึงจะเหมาะสมกว่า

แต่สำหรับความตอบที่ใต้ตาดูคล้ำและแก้มแบนราบ การเข้าถึงด้วยวิธีเติมเต็มจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดครับ
Jamber Thread Lifting ที่สาขาฮงแด เป็นการทำรีฟติ้งด้วยไหมในรูปแบบการเติมเต็ม โดยใช้ไหม PDO รูปสปริงสอดเข้าไปในช่องว่างที่ตอบ
เพื่อดันวอลลุ่มขึ้นมาจากด้านในและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนครับ
ที่สาขาฮงแด เรามีตัวเลือกไหม Jamber Eye สำหรับใต้ตาโดยเฉพาะ และไหม Jamber Volume สำหรับแก้ม/ร่องแก้ม/ขมับ
โดยมีตัวเลือกแบบ 2 เส้นและ 4 เส้นครับ
หากความกังวลหลักคือใต้ตาตอบ Jamber Eye จะเหมาะสมกว่า
หากความกังวลหลักคือแก้มและร่องแก้มยุบตัว Jamber Volume Thread จะเหมาะสมกว่า
และหากต้องการดูแลทั้งสองบริเวณ การทำร่วมกันจะเป็นวิธีที่นิยมใช้ครับ
แนวทางที่เหมาะสมกับทิศทางความเสื่อมสภาพและวัตถุประสงค์ในการดูแลของคุณ
เราจะตรวจสอบให้โดยตรงในระหว่างการปรึกษาครับ
หากคุณกังวลเรื่องความตอบไม่ใช่ความหย่อนคล้อย
เชิญแวะมาที่ Cleor Clinic สาขาฮงแดได้โดยไม่ต้องกังวลครับ
แม้จะยังไม่ได้ตัดสินใจทำหัตถการ คุณก็สามารถตรวจสอบสภาพผิวหน้าในปัจจุบันและชนิดของไหมที่เหมาะสมกับคุณได้
ผ่านการปรึกษาก่อนทำครับ
※ เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไป ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
โปรดตัดสินใจเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการทำหัตถการที่แม่นยำผ่านการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ
본인 얼굴의 지금 상태와 어울리는 실 종류를 함께 살펴보실 수 있습니다.
※ 본 내용은 일반적인 정보 제공을 위한 글이며, 개인에 따라 결과는 달라질 수 있습니다.
정확한 진단과 시술 여부는 전문의 상담을 통해 결정하시기 바랍니다.
